คุณอาร่อนๆ ลูกน้องวิ่งกระหืดกระหอบมาหาหน้าตาตื่น

 

 

 

 

 

 

 

พี่ๆ หนูถามหน่อยดิว่าคำนี้เค้าอ่านว่าอะไร พร้อมกับชี้ไปบนฝ่ามือโชว์ให้เห็นหมึกสี่น้ำเงินที่เขียนอยู่

 

 

 

 

 

Rinse คำนี้มันอ่านว่า รินส์ หรือไรนส์ อะพี่

 

ไม่รู้อะ ไม่แน่ใจ ทำไมเหรอ?

 

อ๋อ มีช่างฝรั่งมาเช็คเครื่องซักผ้าที่บ้านหนู เค้าถามว่าตรงไหนเสียหนูก็แค่อยากบอกเค้าว่าปุ่ม rinse ไม่ทำงาน แต่ไม่รู้ว่าคำนี้มันอ่านว่ายังไง พี่ไม่รู้จริงดิ

 

ไม่รู้ ไม่แน่ใจ

 

 

 

อ้าว แล้วหนูจะบอกเค้ายังไงละ

 

นี่ แกคุยกะเค้ามาทั้งวันแล้วติดแค่ศัพท์คำเดียวแกจะสื่อสารไม่รู้เรื่องเชียวเหรอ

 

เออ  จริงสินะ  เดี๋ยวหนูไปชี้ให้เค้าดูดีกว่า แล้วมันก็วิ่งกลับไป

 

 

 

 

 

 

 

พระเจ้า อะไรของมันเนี่ย ฝรั่งมันเข้าใจไอ้ที่แกพูดอยู่ทุกวันนี้มันก็เพราะท่าทางบวกกับศัพท์บางคำจากทั้งประโยคที่แกพูดไป ไม่ได้เข้าใจทุกคำ

 

 

 

 

 

 

แล้วถ้า...

 

ไม่มีภาษามือช่วย แล้วเสียงเป็นอุปสรรค์ล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

สมัยที่ผมเริ่มงานแรกๆผมทำงานเป็น Guest Service Officer ซึ่งมันต้องรับสายแขกตลอดแล้วก็ต้องรับสายที่แขกโทรมาสั่งอาหารที่ห้องด้วย ออฟฟิศที่ทำอยู่มีป้ายห้ามเสียงดังตัวเบ้อเริ่มแปะอยู่ แต่เอาเข้าจริงเสียงยิ่งกว่าตลาดตอนไกล้วายที่มีเสียงแม่ค้าตะโกนโหวกเหวกคุยกันเอง

 

 

 

 

 

 

มีเพื่อนร่วมงานซึ่งเพิ่งมาทำงานวันแรก ซึ่งคงจะยังไม่คุ้นเคยกับการคุยกับชาวต่างชาติผ่านทางโทรศัพท์ แต่แบบว่าไม่อยากเป็นตัวถ่วง อยากช่วยเพื่อนรับสายเพราะว่าในโรงแรมแห่งนี้มันวุ่นวายกว่าตลาดหุ้น

แล้วแขกดวงตกก็โทรมาหาเธอ

 

 

 

 

S: Sawasdee ka guest services how may I assist you?

 

G: I wanna order some food please.

 

S: Certainly sir, what would you like to order?

 

G: I want one Prom fret fish and a rib eye steak.

 

S: Pardon me sir?

 

G: A Promfret fish from Thai Menu and a ribeye steak.

 

S: Promthep fish and rua bai style?

 

 

 

 

ว่าแล้วเธอก็เนียนๆทวนออร์เดอร์แขกไปทั้งที่ไม่เข้าใจว่า พรมเทพ ฟิช กับเรือใบสไตล์ มันคืออะไร

 

ทันใดคนในตลาดหุ้นได้ยินสิ่งที่เธอพูดก็เงียบกริบ

 

 

 

หัวหน้าหันมามอง แล้วก็พูดไปว่า

 

 

นี่แก ชั้นจะต้องนั่งรถไปถึงแหลมพรมเทพเพื่อเอาปลาให้แขก แล้วจะต้องเอาเรือใบไปให้มันแดกใช่มั้ย

 

ก็มันฟังไม่ชัดนี่ หล่อนปฏิเสธเสียงแข็ง

 

ไม่เข้าใจแล้วทำไมไม่ถาม ให้แขกอ่านรายละเอียดในเมนูให้ฟังก็ได้

 

งั้นแกไปหาเรือใบมาเสิร์ฟให้มันเองแล้วกันนะ

 

 

 

 

 

พูดจบทั้งออฟฟิศก็ฮา แล้ววีรกรรมของเพื่อนคนนี้ก็เป็นที่กล่าวขานตลอดสามปีที่ทำงานด้วยกัน

 

 

 

 

 

อาหารที่แขกสั่งวันนั้น จริงๆแล้วคือ ปลาจารเม็ด Promfret (butterfish)

ไม่ใช่ปลาจากแหลมพรมเทพ

 

 

 

 

 

ส่วนอาหารที่แปลกประหลาดอีกจานนึงซึ่งเกือบจะทำให้ลำบากทั้งออฟฟิศคือ ริบบายยยยสเตก Rib eye Steak

(จะว่าไปมันก็คล้ายเรือใบเหมือนกันนะ)

 

 

 

 

 

 

  

ส่วนพี่ใหญ่แห่งออฟฟิศก็โก๊ะไม่แพ้กัน

 

 

 

 

 

 

วันหนึ่ง ผู้จัดการทั่วไปซึ่งเป็นชาวสวีเดนเดินเข้ามาในออฟฟิศอย่างฉุนเฉียว แล้วเค้าก็พูดว่า

 

 

 

 

 

ดูยูแฮฟไอที?

 

เยสเซอร์ ฮาวเมนี่ดูยูว้อนท์ เจ้ถามกลับไป

จัสวัน? ระเบิดกำลังจะลง

ดูยูมีน ยูว้อนไทยไอซ์ที? เจ้ยังไม่สำนึก

แอนี่วัน แอนด์ไอว้อนท์อิทควิก คอซมายปริ้นเทอร์นอทเวิร์ค. แป่ว

 

 

 

 

 

 

สรุปแล้ววันนั้นเค้าถามหา IT ไม่ใช่ Ice Tea เหมือนที่เจ้เข้าใจ

 

 

 

 

 

 

ที่เล่ามานี่ก็เพราะอยากบอกว่า เวลาคุยกับฝรั่ง ไม่เข้าใจอะไรให้ถามให้เคลียร์

ฝรั่งมันไม่ได้กินเนื้อคน เค้าขอความช่วยเหลือเรา เราเป็นคนช่วย ไม่ต้องกลัว

 

 

 

 

 

แล้วเวลาพูด ถ้ามันไม่ได้จริงๆก็ไม่ต้องให้ถูกไวยากรณ์ หรือพูดถูกทุกคำ ฝรั่งเค้าเข้าใจ หากว่ามันเป็นเรื่องเรื่องเดียวกันกับที่เค้าพยายามสื่อสาร และ ขอร้อง สำเนียงไม่ต้องเวอร์มากก็ได้ แค่ฟังเราพูดอังกฤษเค้าก็ปวดหัวจะแย่แล้ว

 

 

 

 

 

 ฝึกๆไว้นะ จะได้ไม่ต้องวิ่งมาถามเพราะคำๆเดียว มันเหนื่อยเปล่าๆ

 

 

 

 

 

 

edit @ 25 Nov 2009 11:48:56 by Clepsydra::

หนึ่งราตรีที่พ้นผ่าน

posted on 23 Nov 2009 20:18 by clepsydra

 

 

 

 

 

เนื่องจากเข้าไปโพสข้อความในเว็บฮ็อตฮิตติดลมบนอย่างเฟซบุคไว้ว่า

 

 

 

 

คืนที่ฟ้าไร้ดาว มีเพียงแสงเหงาๆจากเสาไฟที่อยู่เป็นเพื่อน...เศร้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพื่อนมากหน้าหลายตาก็เข้ามาโพสถามว่าเป็นอะไรรึปล่า หรือเพื่อนบางคนก็หาว่าอารมณ์ติสอีกแล้ว ติสหรือไม่ติสผมไม่รู้  ผมแค่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆว่ามันเหงา เศร้า อึมครึมแม้แต่มองขึ้นไปบนฟ้าก็ไม่เห็นดาว แล้วรอบข้างยามค่ำคืนตามชนบทอย่างนี้มันก็มืดมิดเกินกว่าจะให้ใจเกิดอารมณ์อื่นๆได้  นอกจากเหงา เศร้า

เหงาเพราะไม่มีใครข้างกาย  เศร้า เพราะคิดถึงเรื่องราวชีวิตที่ผันผ่าน

 

 

 

 

มองไปมองมา ดึกดื่นยามนี้ก็คงมีแค่แสงไฟจากเสาไฟซึ่งตระหง่านอยู่หน้าบ้านเท่านั้นที่ยืนเป็นเพื่อน  แต่ไฉนแสงไฟจากเสาต้นนั้นกลับไม่สดใสเอาเสียเลย มันขุ่นมัวจนเกินที่จะทำให้รู้สึกสดใส ตรงกันข้าม มันทำให้ผมรู้สึก หม่น มากกว่าปกติเสียด้วยซ้ำ นี่ผมอยู่คนเดียวไม่มีใครข้างใจ  ไม่มีใครข้างกายมานานเท่าไหร่แล้ว

 

 

 

 

นี่เป็นวันแรกในเดือนนี้ที่ผมได้หยุดงาน เท่าที่ผ่านมาทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสี่ทุ่มกว่ามาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน  ผมมีความสุขกับการทำงาน  อย่างน้อยสมาธิเราก็จดจ่อกับงาน ไม่วอกแวกไปคิดถึงใครหรือเรื่องอะไรที่ทำให้รู้สึกเศร้า เหงา เลิกงานมา เหนื่อย แล้วก็นอน

 

 

 

 

วันหยุดมันก็ไม่ดีอย่างนี้แหละ เวลาว่างมันเยอะ ใจมันก็เลยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่  เห็นอะไร ได้ยินอะไร  มันก็ทำให้คิดถึงวันเก่าๆ  เอาเรื่องราว กับสิ่งที่เป็นอยู่ ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเคยได้รับ และความสุขที่เคยได้สัมผัสในวันเก่าเสมอ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร เราถึงทำให้ใจเราเจ็บและรู้สึกเศร้าอยู่เสมอ  ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

 

 

 

 

เที่ยงคืนกว่า ยิ่งดึก ยิ่งเงียบ มีเพลงเพลงหนึ่งบอกว่า ยิ่งมืดยิ่งเห็นดาว แต่สำหรับผม  ยิ่งมืดมันยิ่งเหงา  แหงนมองฟ้าไปกี่ครา เมฆดำก็ยังคงทำหน้าที่บดบังแสงจากดวงดาวอย่างไม่บกพร่องในหน้าที่ ผมคิดถึงใครคนหนึ่งที่เคยเคียงข้างขึ้นอีกครั้ง

 

 

 

 

หยิบบุหรี่ที่นับวันความสัมพันธ์ระหว่างผมกับมันจะยิ่งห่างกันไปทุกทีขึ้นมาจุดอีกครั้ง ควันบุหรี่ลอยฟุ้ง ผมอยากให้เมฆสำลักควันแล้วคายแสงดวงดาวคืนมาให้ผม มวนแล้วมวนเล่า ก็ไม่มีท่าทีที่มันจะเป็นอย่างที่ผมหวัง แต่ความคิดถึง ห่วงใยใครบางคนก็ยังคงอยู่

 

 

 

 

พยายามห้ามใจไม่ให้คิด เพราะสิ่งที่คิด  มันก็คงเป็นไปไม่ได้ ขนาดสิ่งที่ผมลงมือกระทำ อย่างพ่นควันใส่หมู่เมฆ เมฆทมึนก็ยังไม่มีทีท่าจะจากฟ้าไป แล้วนี่คิดไป มันจะได้อะไรขึ้นมา มันก็แค่ความคิด

 

 

 

 

หยุดเถอะ  เสียงจากข้างในบอกให้ผมหยุดคิด หยุดสูบบุหรี่ มีอย่างเดียวที่ผมพอจะทำได้ตอนนี้ ว่าแล้วผมก็หยิบเอาคอมพิวเตอร์แบบพกพาขึ้นมา เปิดเครื่อง คลิกเข้าไปยังแฟ้มงานอิเลคทรอนิคที่เก็บอยู่ในเครื่อง งานที่ยังคั่งค้างคงจะทำให้ใจของผมหยุดคิดถึงใครคนหนึ่งในราตรีที่เหงาจับใจอย่างนี้ได้

 

 

 

 

ราตรีที่กำลังจะพ้นผ่าน คงจะมีแค่งานที่ช่วยหยุดความคิด และความคิดถึง

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 23 Nov 2009 20:25:26 by Clepsydra::

 

 

 

 

ถ้าหากมีคนถามผมว่ากลัวผีรึเปล่า 

 

 

 

ผมคงยืดอกแล้วตอบกลับไปอย่างมันใจว่า 

 

 

 

กลัว(อ้าวเฮ้ย ก็มันกลัวจริงๆนี่หว่า) 

 

 

 

เค้าบอกว่าคนเรากลัวอะไร เกลียดอะไร ไม่ชอบอะไรก็จะเจออย่างนั้นบ่อยๆ เพราะฉะนั้น เมื่อผมกลัวผี สิ่งที่ผมต้องเจอบ่อยๆก็คือ ผี นั่นเอง 

 

 

 

ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตั้งแต่เด็กๆก็จะเจอเหตุการณ์ประหลาดๆอยู่บ่อยๆ ก็ไม่ค่อยอยากเชื่อว่ามันคือผี แต่นานไปมันก็ไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ว่ามันคืออะไร ก็เลยเหมาไปว่าผีก็แล้วกัน 

 

 

 

ก่อนอื่นต้องออกตัวว่า ผมเองไม่ได้มีสัมผัสที่หกนะครับ ไม่ค่อยสนใจหรือรู้สึกอะไร แต่อาจจะมีตาที่ดีกว่าคนอื่นๆก็เลยเห็นสิ่งที่คนเค้าเรียกว่าผีอยู่แว้บๆเรื่อยไป ไม่ถึงกับบ่อยแต่ถ้ามาให้เห็นอีกก็เรียกว่าชินแล้วครับ 

 

 

 

ล่าสุด สดๆร้อนๆเมื่อคืนนี้เองครับ เมื่อวานหยุดงาน แล้วน้องสาวที่เรียนอยู่ต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านพอดี  ตกเย็นก็เลยชวนกันออกไปหาหมูกระทะในเมืองกินกัน ก็ชวนน้องที่เป็นลูกพี่ลูกน้องไปด้วยสองคนรวมเป็นสี่ เพราะคะยั้นคะยอชวนแม่ไปด้วย แต่ยังไงคุณนายเธอก็ไม่ไป 

 

 

 

เราออกจากบ้านประมาณสองทุ่มกว่า ก็ไปนั่งกินกัน กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปสี่ทุ่ม(เพราะว่ากินเยอะ เลยต้องนั่งนาน)กินเสร็จก็ขับรถกลับบ้านทันที บ้านเราอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณสิบหกกิโลเมตร

 

 

 

เรามาถึงที่เกิดเหตุก็น่าจะประมาณ สี่ทุ่มยี่สิบเพราะขับกันไปคุยกันไปเรื่อยๆ ที่เกิดเหตุเป็นถนนซอยเข้าบ้านซึ่งแยกออกมาจากเพชรเกษม บริเวณนั้นอยู่ห่างจากบ้านผมก็น่าจะประมาณสามกิโลเมตรได้ ลักษณะถนนเป็นทางตรงประมาณสี่ร้อยเมตร ไม่มีบ้านคนอยู่ข้างถนน เสาไฟข้างทางมี แต่มันไม่ติดจนเป็นปกติแล้ว เอาว่า สมมุติว่าไม่มีเสาไฟก็แล้วกัน จะได้ไม่ดูน่าเกลียด

 

 

 

ด้านซ้ายของถนนเป็นบึงเหมืองโบราณ (เลยทางเข้าเหมืองสินกระโสม เหมืองต้นเรื่องมหาลัยเหมืองแร่มาประมาณร้อยเมตร) ผมขับรถออกจากโค้งมาก็เห็นมอไซค์คันนึงขับอยู้ด้านหน้าประมาณห้าสิบเมตร แต่มอไซค์ไม่มีไฟท้าย ที่มองเห็นเพราะว่าแสงไฟหน้ารถมันไปกระทบกับป้ายทะเบียนที่อยู่ด้านหลังมอไซค์

 

 

 

แว้บแรกผมคิดว่ามันจอดอยู่ข้างทางเพราะผมไม่เห็นว่ามีคนขับ แต่พอขับเข้ามาไกล้เรื่อยๆ เจ้ามอไซค์คันนั้นก็ขับออกไปเรื่อยๆ รักษาระยะห่างที่เท่าเดิม  ผมพยายามเพ่งว่ามีคนขับรึเปล่า แต่ไม่เลย ให้ตายเถอะ ตอนนั้นผมเห็นแค่มอไซค์ไม่มีไฟคันนึงวิ่งอยู่ด้านหน้าโดยไม่มีคนขับจริงๆ ระยะมันไม่ห่างมาก มันเห็นได้ชัดเจน

 

 

 

ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามันมีอะไรแปลกๆ แต่ก็ไม่อยากพูดไปเพราะกลัวว่าน้องจะตกใจ 

 

 

 

จู่ๆน้องผมก็บอกว่า ลองขับให้เร็วกว่านี้อีกหน่อยซิ ผมไม่ได้ถามว่าทำไมแต่ก็เหยียบคันเร่งตอบสนอง ก็เข้าไปไกล้มอไซค์คันนั้นขึ้นอีกเยอะ เหลือระยะห่างประมาณยี่สิบเมตร ผมก็ยังเห็นแค่มอไซค์เปล่าๆวิ่งไปบนถนน มือเริ่มสั่นขนเริ่มลุก 

 

 

 

มีรถตำรวจสองคันขับออกจากโค้งเข้าสู่ทางตรง วิ่งตรงมาหาเราในอีกเลนส์หนึ่งของถนน แล้วระหว่างที่รถเรากับรถตำรวจกำลังจะสวนกัน มอไซค์ที่อยู่ระหว่างกลางของรถทั้งสองก็หายแว้บไปต่อหน้าต่อตา เจออย่างนี้อึ้งเลยครับ 

 

 

 

น้องสาวผมขยี้ตา แล้วก็บอกให้ผมเร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย

ซักพักก็พูดขึ้นว่า เฮ้ย ตาฝาดรึเปล่าวะ

ผมก็ถามกลับไปว่า เห็นเหรอ

เค้าก็บอกว่า เห็นดิ หายวับไปกับตา นี่เห็นด้วยเหรอ

ตอบกลับไปสั้นๆว่า เออ 

 

 

 

หันกลับไปถามสองคนด้านหลังว่าเห็นรึเปล่า  เค้าก็บอกว่าไม่เห็นว่ามีรถอะไรเลยที่ขับอยู่ด้านหน้าเรา 

 

 

 

แล้วสิ่งที่ผมกับน้องเห็นมันคืออะไร

 

 

 

คนหรือผี ช่วยบอกที 

 

 

 

ปล. บริเวณนี้ผมเคยเจอมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน เป็นผู้หญิงวิ่งถลกผ้าถุงขึ้นมาจากริมบึงข้างทาง  แล้วก็ตัดหน้ารถแบบกระชั้นจนผมต้องชนเพราะเบกไม่ทัน พอลงมาดู กลับไม่มีอะไรเลย

 

 

 

 

edit @ 22 Nov 2009 11:57:58 by Clepsydra::

edit @ 22 Nov 2009 12:02:04 by Clepsydra::